Klaire' Clinic

+66(0) 2 714 3446 klaire_clinic@hotmail.com

 
LIVE SMART, GET STRONG, BETTER LONGEVITY
LIVE SMART, GET STRONG, BETTER LONGEVITY

รู้ไหมว่า PM2.5 อันตรายอย่างไร ตอนที่2


 

 

 

 รู้ไหมว่า PM2.5 อันตรายอย่างไร

เมื่อตอนที่โลกของเราถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ธรรมชาติสร้างชั้นของบรรยากาศห่อหุ้มอยู่โดยรอบหนาประมาณ 15 กิโลเมตร โดยชั้นของบรรยากาศ ประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน ฝุ่นละออง ไอน้ำ และเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่โลกหรือดาวเคราห์ดวงนี้มีสัดส่วนของก๊าซออกซิเจนอยู่ประมาณ 21 % และเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์อื่นๆ เพราะก๊าซที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของ สิ่งมีชีวิตในโลก คือ ก๊าซออกซิเจน แต่เมื่อโลกเริ่มเจริญขึ้น กลับพบว่าความบริสุทธิ์ของอากาศค่อยๆหายไป จากผลพวงของการผลิตสิ่งอุปโภคบริโภคจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากยานพาหนะ และควันจากธรรมชาติจนเกิดมลพิษทางอากาศอยู่เรื่อยมา

มลพิษทางอากาศ คือ สิ่งที่ทั่วโลกต่างตื่นตระหนกหากเกิดขึ้นในปริมาณที่สูงมากเกินควบคุม เพราะไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน1-2 วัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาเป็นปี และปริมาณอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช ในที่สุด
เราทราบกันดีว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของมลพิษในตอนนี้คือ PM 2.5 ซึ่งคือ อนุภาคมีขนาดเล็กมากจนขนจมูกไม่สามารถกรองได้ สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และแทรกซึมสู่กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังและมะเร็ง ตามคำเตือนขององค์การอนามัยโลก

โดยที่สารตั้งต้นของ PM 2.5 ก่อนจะรวมตัวกับไอน้ำ และฝุ่นควัน คือ ก๊าซพิษ ซึ่งได้แก่ ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide : CO) ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์ทั้งสิ้น

 

อันตรายของก๊าซพิษ

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide : CO)เป็นก๊าซที่ไม่มีสีรสและกลิ่นเบากว่าอากาศทั่วไปเล็กน้อยเมื่อหายใจเข้าไป ก๊าซนี้จะรวมตัวฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าออกซิเจนถึง 3624-3674 เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin : CoHb) ซึ่งลดความสามารถของเลือดในการเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ โดยทั่วไป องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด CoHb ในเลือดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ ที่สูดหายใจเข้าไปและระยะเวลาที่อยู่ในสภาวะนั้นสำหรับอาการตอบสนองของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์CoHb และความรู้สึกของแต่ละบุคคลที่ไวต่อก๊าซชนิดนี้โดยอาการที่พบได้คือ ปวดศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตลดลง หายใจลำบาก และกระตุกออกไซด์ของไนโตรเจน
ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะไนตริกออกไซด์ (NO) และ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ มากกว่า ออกไซด์ของไนโตรเจนตัวอื่น ๆ ไนตริกออกไซด์ (NO) เป็นก๊าซไม่มีสีและกลิ่น ละลายน้ำได้บ้างเล็กน้อย ส่วนไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีสภาพเป็นก๊าซที่อุณหภูมิปกติ ก๊าซทั้งสองเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ภูเขาไฟระเบิดปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในดินหรืออาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาผลาญเชื้อเพลิง การอุตสาหกรรม การทำกรดไนตริก กรดกำมะถัน การชุบโลหะและการทำวัตถุระเบิด รถยนต์และอุตสาหกรรม เป็นต้น หากมีความชื้นเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดกลิ่นเร็วขึ้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดอาจมีอาการเร็วขึ้น เมื่อได้รับในปริมาณมาก จะทำให้ หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตลดลง หายใจลำบาก เป็นลม ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ และชัก

 

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide : SO2)
เป็นก๊าซไม่มีสีไม่ไวไฟที่ระดับความเข้มข้นสูง จะมีกลิ่นฉุนแสบจมูก มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และเยื่อบุตา ทำให้เกิดการแสบจมูก หลอดลม ผิวหนัง และตา เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไป จะทำให้ก๊าซละลายในของเหลวในระบบทางเดินหายใจ เกิดเป็นกรดซัลฟิวริก ซึ่งจะกัดกร่อนเยื่อบุ และอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคจมูก และหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้ การสันดาปเชื้อเพลิงเพื่อใช้พลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ทำใหเกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกจากนี้ก๊าซนี้ยังทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามีสภาพความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศน์ ป่าไม้ แหล่งน้ำ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมถึงการกัดกร่อนอาคารสถานที่ต่างๆ

 

มลพิษในอากาศ กับโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ
โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อย พบความชุกร้อยละ 30-40 ทั่วโลก มีรายงานว่า อุบัติการณ์ของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 20 และมีผู้ป่วยเด็กถึงร้อยละ 40 ขณะที่อุบัติการณ์ของโรคหืดมีประมาณร้อยละ 10 ซึ่งอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ทั้ง ชนิดนี้นี้มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ที่มีมลพิษในอากาศเพิ่มขึ้น เพราะมีปริมาณของมลพิษ และสารระคายเคืองในอากาศมากขึ้น

 

กรณีที่ได้รับสารมลพิษในอากาศปริมาณมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว

ควรรีบออกจากสถานที่ที่มีสารมลพิษในอากาศให้เร็วที่สุด และไปยังสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์หากเห็นว่าผู้ป่วย หายใจขัดหรือหยุดหายใจ ต้องรีบผายปอด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลสังเกตดูอวัยวะที่สารมลพิษในอากาศเข้า เช่น ถ้าหายใจเข้าคอ ควรกลั้วคอด้วยน้ำสะอาด แล้วบ้วนทิ้ง อย่ากลืนลงไปถ้าสูดเข้าจมูก ควรล้างจมูกด้วยน้ำเกลือถ้าสัมผัสกับผิวหนัง หรือตาก็ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือปลอดเชื้อหากยังไม่สามารถเลี่ยงออกมาได้ ให้หาอุปกรณ์มาปิดตาจมูก และปากส่วนที่เสี่ยงเอาไว้ เช่นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดจมูกและปากใส่แว่นตาสำหรับว่ายน้ำหรือใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน

 

หากเรายังต้องออกจากบ้าน เผชิญกับมลภาวะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเกิดความกังวลใจเรื่องสารพิษตกค้างในร่างกาย หรือการสะสมของมลพิษจนก่อให้เกิดความไม่สบายตัวหรือมีอาการของโรคบางชนิด อาจมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการตรวจเลือด ตรวจหาสารพิษตกค้าง และใช้ตัวช่วยอื่นๆ ดูแลร่างกายให้แข็งแรงท่ามกลางภาวะมลพิษทางอากาศได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

อ้างอิง
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4191923/
https://www3.epa.gov/…/…/docs/pm2.5_chemical_composition.pdf
https://en.wikipedia.org/wiki/Particulates
https://www.sciencemag.org/…/ammonia-poorly-understood-smog…

 

 

 

Klaire' Clinic

110/11 ซอยเอกมัย 10 แยก 6
ถนนสุขุมวิท 63 แขวงพระโขนงเหนือ
เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110
โทร :+66(0) 2 714 3446
แฟ๊กซ์ :+66(0) 2 714 3445
อีเมล์: klaire_clinic@hotmail.com
เว็ปไซต์ : www.klaireclinic.com

Contact Us

Send Message

Copyright © 2010–2019 klaireclinic.com All rights reserved. Design by WebDesignThai.com | Admin